Ars Aeterna:Deity song:Ukemochi-no-kami
Ars Aeterna:Deity song:Ukemochi-no-kami
(Verse 1) อุเคโมจิเทพีผู้ทรงอาหาร โอเก็ตสึฮิเมะอีกนามขานกัน ศูนย์รวมแห่งโภคทรัพย์พืชพรรณอนันต์ จากตำนานคัมภีร์นั้นนิฮงโชกิ เป็นศูนย์รวมความอุดมสมบูรณ์ยิ่ง ประทานสิ่งเกื้อกูลหมู่ประชา สร้างอาหารเลิศรสด้วยฤทธา ให้ทั่วหล้าพ้นทุกข์ภัยอดอยาก (Pre-Chorus) สุริยเทพีสั่งจันทราจร ไปยังดินแดนตอนโลกมนุษย์ ให้ไปพบเทพีผู้บริสุทธิ์ ตามคำตรัสสั่งมาอย่างเร่งด่วน (Chorus) แต่กายเจ้าที่สิ้นลงด้วยคมดาบ กลับผลิผลตราบชั่วฟ้าดินสลาย เป็นข้าวปลาอาหารหลากหลายมากมาย เลี้ยงชีพปวงชนทั้งหลายไม่โรยรา (Verse 2) เมื่อมาถึงเทพีทรงต้อนรับ สำรับสรรพโภชนาเสกสรรให้ ทั้งข้าวสวยสัตว์ป่าสัตว์ทะเลไกล ออกจากโอษฐ์มอบไว้ด้วยเมตตา แต่จันทรามองว่าช่างน่ารังเกียจ ทรงเกลียดเคียดเห็นว่าต่ำช้าสามานย์ ชักดาบปลิดชีวีพลันวายปราณ ด้วยทิฐิที่ประหารความหวังดี (Pre-Chorus) สุริยเทพีสั่งจันทราจร ไปยังดินแดนตอนโลกมนุษย์ ให้ไปพบเทพีผู้บริสุทธิ์ ตามคำตรัสสั่งมาอย่างเร่งด่วน (Chorus) แต่กายเจ้าที่สิ้นลงด้วยคมดาบ กลับผลิผลตราบชั่วฟ้าดินสลาย เป็นข้าวปลาอาหารหลากหลายมากมาย เลี้ยงชีพปวงชนทั้งหลายไม่โรยรา (Bridge) จากพระเศียรเกิดเป็นม้าและวัว ทั่วหน้าผากข้าวฟ่างก็เกิดผล จากพระเนตรเกิดข้าวละมานดล พระอุทรคือข้าวป่นเลี้ยงชีวี จากขนงเกิดตัวไหมไว้ทอผ้า กายาเจ้ามีค่ากว่าสิ่งไหน คือสัญลักษณ์ความตายเพื่อเกิดใหม่ เชื่อมโยงไว้คู่เทพอินาริ (Chorus) แต่กายเจ้าที่สิ้นลงด้วยคมดาบ กลับผลิผลตราบชั่วฟ้าดินสลาย เป็นข้าวปลาอาหารหลากหลายมากมาย เลี้ยงชีพปวงชนทั้งหลายไม่โรยรา (Outro) คือตำนานความเสียสละยิ่ง เป็นทุกสิ่งในอาหารหล่อเลี้ยงโลก อุเคโมจิเทพีผู้ดับโศก จารึกไว้ให้คนโลกได้บูชา (Verse 1) อุเคโมจิเทพีผู้ทรงอาหาร โอเก็ตสึฮิเมะอีกนามขานกัน ศูนย์รวมแห่งโภคทรัพย์พืชพรรณอนันต์ จากตำนานคัมภีร์นั้นนิฮงโชกิ เป็นศูนย์รวมความอุดมสมบูรณ์ยิ่ง ประทานสิ่งเกื้อกูลหมู่ประชา สร้างอาหารเลิศรสด้วยฤทธา ให้ทั่วหล้าพ้นทุกข์ภัยอดอยาก (Pre-Chorus) สุริยเทพีสั่งจันทราจร ไปยังดินแดนตอนโลกมนุษย์ ให้ไปพบเทพีผู้บริสุทธิ์ ตามคำตรัสสั่งมาอย่างเร่งด่วน (Chorus) แต่กายเจ้าที่สิ้นลงด้วยคมดาบ กลับผลิผลตราบชั่วฟ้าดินสลาย เป็นข้าวปลาอาหารหลากหลายมากมาย เลี้ยงชีพปวงชนทั้งหลายไม่โรยรา (Verse 2) เมื่อมาถึงเทพีทรงต้อนรับ สำรับสรรพโภชนาเสกสรรให้ ทั้งข้าวสวยสัตว์ป่าสัตว์ทะเลไกล ออกจากโอษฐ์มอบไว้ด้วยเมตตา แต่จันทรามองว่าช่างน่ารังเกียจ ทรงเกลียดเคียดเห็นว่าต่ำช้าสามานย์ ชักดาบปลิดชีวีพลันวายปราณ ด้วยทิฐิที่ประหารความหวังดี (Pre-Chorus) สุริยเทพีสั่งจันทราจร ไปยังดินแดนตอนโลกมนุษย์ ให้ไปพบเทพีผู้บริสุทธิ์ ตามคำตรัสสั่งมาอย่างเร่งด่วน (Chorus) แต่กายเจ้าที่สิ้นลงด้วยคมดาบ กลับผลิผลตราบชั่วฟ้าดินสลาย เป็นข้าวปลาอาหารหลากหลายมากมาย เลี้ยงชีพปวงชนทั้งหลายไม่โรยรา (Bridge) จากพระเศียรเกิดเป็นม้าและวัว ทั่วหน้าผากข้าวฟ่างก็เกิดผล จากพระเนตรเกิดข้าวละมานดล พระอุทรคือข้าวป่นเลี้ยงชีวี จากขนงเกิดตัวไหมไว้ทอผ้า กายาเจ้ามีค่ากว่าสิ่งไหน คือสัญลักษณ์ความตายเพื่อเกิดใหม่ เชื่อมโยงไว้คู่เทพอินาริ (Chorus) แต่กายเจ้าที่สิ้นลงด้วยคมดาบ กลับผลิผลตราบชั่วฟ้าดินสลาย เป็นข้าวปลาอาหารหลากหลายมากมาย เลี้ยงชีพปวงชนทั้งหลายไม่โรยรา (Outro) คือตำนานความเสียสละยิ่ง เป็นทุกสิ่งในอาหารหล่อเลี้ยงโลก อุเคโมจิเทพีผู้ดับโศก จารึกไว้ให้คนโลกได้บูชา
เราเคยเจอมั้ย เวลามีคนทำอะไรให้เราด้วยความตั้งใจดี แต่เรากลับรับมันด้วยสายตา “เอ๊ะ นี่มันอะไรกันวะ” จนเผลอทำลายโอกาสดีๆ ไปทั้งดุ้น เหมือนเวลาเพื่อนยกอาหารมาให้ แต่ดันพูดว่า “อ๋อ ทำเองเหรอ ดูไม่ค่อยน่ากินเลยนะ” แล้วก็จบ… ความสัมพันธ์ติดลบตั้งแต่นั้น
ตำนานญี่ปุ่นเล่าไว้คลาสสิกมาก เรื่องเทพีอุเคโมจิ เทพีแห่งอาหารกับความอุดมสมบูรณ์ นางเสกอาหารออกมาได้จากทุกส่วนของร่างกาย ทั้งข้าว ปลา เนื้อสัตว์ เรียกว่า Full Option Buffet แต่ดันมาตายเพราะความคิดแบบ “ไม่โอเค” ของเทพสึคุโยมิ เทพแห่งดวงจันทร์ พอเห็นว่าอาหารออกมาจากปากก็ตัดสินทันทีว่า “สกปรก” แล้วก็ชักดาบฆ่านางเลย
ผลคืออะไร? จากร่างของนางที่ถูกสังหาร ดันงอกออกมาเป็นม้า วัว ข้าวสาลี ข้าวฟ่าง ตัวไหม ข้าวสาร และพืชอาหารเต็มไปหมด กลายเป็นรากฐานการเกษตรของญี่ปุ่น ซึ่งวันนี้ยังเป็นอุตสาหกรรมที่ทั้งรัฐและเอกชนลงทุนหนัก โดยมีองค์กรใหญ่ๆ อย่าง JA Group (Japan Agricultural Cooperatives) คุมระบบการผลิตและกระจายอาหารทั้งประเทศอยู่
ฟังดูย้อนแย้งใช่มั้ย? สิ่งที่ถูกมองว่าน่ารังเกียจ กลับกลายเป็นต้นกำเนิดของความอุดมสมบูรณ์
พุทธศาสนามีคำว่า “อสุภะ” หมายถึงการเห็นความไม่งามของกาย เพื่อฝึกใจให้ปล่อยวางความยึดติด แต่ถ้ามองกลับด้าน ตำนานนี้ก็ทำให้เราเห็นว่า “ของที่ดูไม่น่าเอา อาจเป็นสิ่งที่เลี้ยงชีวิตเราได้” ปัญหาคือเราตัดสินมันเร็วไปหรือเปล่า
ถ้าโยงมาจิตวิทยา เวลาเรามี Negativity Bias สมองจะจับผิดสิ่งเล็กๆ ที่ไม่ถูกใจ จนมองไม่เห็นคุณค่าของสิ่งใหญ่ที่อีกฝ่ายตั้งใจให้ เหมือนแฟนซื้อดอกไม้ให้ แต่เราโฟกัสว่า “ทำไมซื้อสีที่เราไม่ชอบ” แทนที่จะเห็นว่าเขาอุตส่าห์นึกถึง
สุดท้าย อุเคโมจิเลยกลายเป็นสัญลักษณ์ของ “การตายเพื่อเกิดใหม่” การเสียสละที่กลายเป็นทรัพยากรของทั้งโลก สะท้อนแบบเดียวกับเศรษฐกิจที่ยั่งยืนของญี่ปุ่นที่รู้จักใช้ “สิ่งเหลือทิ้ง” กลับมาเพิ่มมูลค่าได้เรื่อยๆ
เพราะบางครั้ง สิ่งที่เรามองว่าน่าขยะแขยง อาจเป็น “ทุนชีวิต” ที่เลี้ยงเราไปอีกพันปี
อย่าเพิ่งรีบฆ่าของขวัญที่โลกส่งมาให้เพียงเพราะมันดูไม่สวยงามในสายตาเรา
บางอย่างมีค่ามากกว่าที่ตาเห็นเสมอ
เทพีแห่งโภคทรัพย์และอาหาร: ประวัติและตำนานของอุเคโมจิ (Ukemochi) / โอเก็ตสึฮิเมะ (Ōgetsuhime)
อุเคโมจิ โนะ คามิ (保食神, Ukemochi-no-kami) หรือที่รู้จักกันในอีกพระนามว่า โอเก็ตสึฮิเมะ โนะ คามิ (大宜都比売神, Ōgetsuhime-no-kami) คือเทพี (คามิ) องค์สำคัญในศาสนาชินโตและเทพปกรณัมญี่ปุ่น พระนางได้รับการเคารพบูชาในฐานะเทพีแห่งอาหารและโภคทรัพย์ ผู้ทรงประทานความอุดมสมบูรณ์แก่มวลมนุษย์ ตำนานของพระนางมีความเชื่อมโยงอย่างลึกซึ้งกับการกำเนิดขึ้นของธัญพืช, พืชพรรณ, และสรรพสัตว์ที่เป็นอาหารหลักในการดำรงชีวิตของชาวญี่ปุ่น
พระนาม "อุเคโมจิ" สามารถแปลได้ว่า "เทพีผู้ทรงครอบครองอาหาร" ขณะที่พระนาม "โอเก็ตสึฮิเมะ" มีความหมายว่า "เจ้าหญิงแห่งอาหารอันยิ่งใหญ่" ซึ่งทั้งสองพระนามล้วนสะท้อนถึงบทบาทหน้าที่หลักของพระนางได้อย่างชัดเจน
ต้นกำเนิดและบทบาท
ในฐานะเทพีแห่งอาหาร อุเคโมจิทรงมีอำนาจในการสร้างสรรค์และประทานอาหารแก่มนุษย์และเหล่าทวยเทพ พระนางคือศูนย์รวมของความอุดมสมบูรณ์ของแผ่นดินและธรรมชาติ เรื่องราวของพระนางปรากฏอยู่ในคัมภีร์โบราณที่สำคัญสองเล่มของญี่ปุ่นคือ "โคจิกิ" (Kojiki) และ "นิฮงโชกิ" (Nihon Shoki) ซึ่งเป็นบันทึกประวัติศาสตร์และตำนานเทพเจ้าที่เก่าแก่ที่สุดของญี่ปุ่น แม้เรื่องราวในทั้งสองเล่มจะมีความคล้ายคลึงกัน แต่ก็มีรายละเอียดบางส่วนที่แตกต่างกันไป
ตำนานอันน่าเศร้า: การสิ้นพระชนม์และการกำเนิดสรรพสิ่ง
ตำนานที่โดดเด่นและเป็นที่รู้จักมากที่สุดของอุเคโมจิคือเรื่องราวการสิ้นพระชนม์ของพระนาง ซึ่งนำไปสู่การกำเนิดของอาหารนานาชนิด เรื่องราวนี้มีสองฉบับหลักที่เกี่ยวข้องกับเทพชั้นสูงสององค์ คือ เทพสึคุโยมิและเทพีอามาเตราสุ
1. ฉบับที่เกี่ยวข้องกับเทพสึคุโยมิ (Tsukuyomi-no-Mikoto)
ในคัมภีร์ "นิฮงโชกิ" ได้บันทึกไว้ว่า เทพีอามาเตราสุ โอมิคามิ (Amaterasu Ōmikami) เทพีแห่งดวงอาทิตย์ ได้ส่งพระอนุชาของนาง คือ สึคุโยมิ โนะ มิโคโตะ (Tsukuyomi-no-Mikoto) เทพแห่งดวงจันทร์ ให้เสด็จไปยังโลกมนุษย์เพื่อพบกับอุเคโมจิ
เมื่อสึคุโยมิเสด็จมาถึง อุเคโมจิได้ให้การต้อนรับอย่างสมเกียรติ พระนางได้หันพระพักตร์ไปยังทิศต่างๆ คือ แผ่นดิน, ทะเล, และภูเขา จากนั้นได้สำรอกอาหารอันโอชะนานาชนิดออกมาจากพระโอษฐ์ ทั้งข้าวสวย, สัตว์ทะเล, และเนื้อสัตว์ป่า เพื่อจัดเป็นงานเลี้ยงถวายแด่เทพแห่งดวงจันทร์
ทว่า สึคุโยมิกลับรู้สึกขยะแขยงและโกรธเกรี้ยวอย่างยิ่งต่อวิธีการสร้างอาหารของอุเคโมจิ พระองค์เห็นว่าเป็นการกระทำที่ "สกปรกและน่ารังเกียจ" ที่นำอาหารที่ออกมาจากปากมาถวาย ด้วยความพิโรธ สึคุโยมิจึงชักดาบสังหารอุเคโมจิทันที
เมื่อสึคุโยมิกลับไปรายงานเรื่องราวทั้งหมดให้พระเชษฐภคินี (พี่สาว) ฟัง เทพีอามาเตราสุก็ทรงพระพิโรธอย่างรุนแรงต่อการกระทำอันโหดร้ายของสึคุโยมิ นางได้ประกาศตัดขาดจากพระอนุชาและกล่าวว่าจะไม่ขอพบหน้ากันอีกต่อไป นี่จึงเป็นเหตุผลที่ว่าทำไมดวงอาทิตย์และดวงจันทร์จึงไม่เคยปรากฏบนท้องฟ้าพร้อมกันอีกเลย
หลังจากนั้น เทพีอามาเตราสุได้ส่งเทพองค์อื่นลงไปยังที่เกิดเหตุ และได้พบว่าจากพระวรกายของอุเคโมจิที่สิ้นพระชนม์นั้น ได้บังเกิดสิ่งต่างๆ ที่มีประโยชน์ต่อมวลมนุษย์ขึ้นมา:
จากพระเศียร (ศีรษะ): เกิดเป็นวัวและม้า
จากบริเวณพระนลาฏ (หน้าผาก): เกิดเป็นข้าวฟ่าง
จากพระขนง (คิ้ว): เกิดเป็นตัวไหม
จากพระเนตร (ดวงตา): เกิดเป็นข้าวละมาน (millet)
จากพระอุทร (ท้อง): เกิดเป็นข้าว
จากพระคุยหะ (อวัยวะเพศ): เกิดเป็นข้าวสาลี, ถั่วเหลือง และถั่วแดง
เทพีอามาเตราสุได้ทรงนำเมล็ดธัญพืชเหล่านี้มาปลูกในทุ่งสวรรค์ และมอบตัวไหมให้แก่มนุษย์เพื่อใช้ในการทอผ้า นับแต่นั้นมา สรรพสิ่งเหล่านี้ก็ได้กลายเป็นรากฐานสำคัญของการเกษตรกรรมและวัฒนธรรมของญี่ปุ่น
2. ฉบับที่เกี่ยวข้องกับเทพซูซาโนโอะ (Susanoo-no-Mikoto)
ในคัมภีร์ "โคจิกิ" มีเรื่องราวที่คล้ายกัน แต่ผู้ที่สังหารเทพีแห่งอาหารคือ เทพซูซาโนโอะ โนะ มิโคโตะ (Susanoo-no-Mikoto) เทพแห่งพายุและความโกลาหล ในฉบับนี้ เทพีมีพระนามว่า โอเก็ตสึฮิเมะ หลังจากที่ซูซาโนโอะถูกเนรเทศจากสวรรค์ เขาได้เดินทางมาพบโอเก็ตสึฮิเมะและขออาหารจากนาง นางได้สร้างอาหารโดยการนำออกมาจากจมูก, ปาก, และทวารหนัก ซูซาโนโอะเห็นว่าเป็นการดูหมิ่นจึงสังหารนางทันที และจากร่างของนางก็ได้บังเกิดสรรพสิ่งเช่นเดียวกับในตำนานฉบับแรก
ความเชื่อมโยงกับเทพอินาริ (Inari Ōkami)
ในยุคต่อมา ความเชื่อเกี่ยวกับอุเคโมจิได้ถูกผสานเข้ากับการบูชา เทพอินาริ (Inari Ōkami) ซึ่งเป็นเทพ (คามิ) แห่งข้าว, สุนัขจิ้งจอก, และความอุดมสมบูรณ์ที่ได้รับความนิยมอย่างสูง ศาลเจ้าอินาริหลายแห่งทั่วประเทศญี่ปุ่นจึงมีการประดิษฐานและบูชาอุเคโมจิในฐานะเทพผู้ประทานอาหารควบคู่กันไป หรือในบางครั้งก็เชื่อว่าอุเคโมจิคือภาคหนึ่งของเทพอินาริ ทำให้บทบาทของทั้งสองเทพมีความใกล้ชิดและบางครั้งก็ทับซ้อนกัน
ความสำคัญและสัญลักษณ์
ตำนานการสิ้นพระชนม์ของอุเคโมจิสะท้อนให้เห็นถึงแนวคิดเรื่อง "ความตายและการเกิดใหม่" ที่เป็นหัวใจสำคัญของวัฏจักรธรรมชาติ การเสียสละของพระนางได้นำมาซึ่งของขวัญอันล้ำค่าที่หล่อเลี้ยงชีวิตมนุษย์ และเป็นสัญลักษณ์ว่าความอุดมสมบูรณ์นั้นถือกำเนิดขึ้นจากความตาย
อุเคโมจิยังคงเป็นเทพีที่ได้รับการเคารพในฐานะผู้คุ้มครองการเกษตรกรรม, การทำอาหาร และอุตสาหกรรมที่เกี่ยวข้องกับอาหารทั้งหมด พระนางเป็นเครื่องเตือนใจให้มนุษย์ตระหนักถึงคุณค่าของอาหารทุกมื้อ และให้เคารพต่อธรรมชาติที่มอบชีวิตและความอุดมสมบูรณ์ให้แก่โลก




ความคิดเห็น
แสดงความคิดเห็น