คำว่า “ขลัง” นี่มันแปลกดีนะทุกคน



คำว่า “ขลัง” นี่มันแปลกดีนะทุกคน เราอยู่ในยุคที่ข้อมูลวิ่งเร็วกว่าความคิด ทุกอย่างเกิดขึ้นแล้วก็จางไปไวเหมือนหมอกตอนเช้า แต่ลึกๆ แล้วเรากลับยังโหยหาความขลัง ความเชื่อ ความหนักแน่นอะไรบางอย่างที่มันไม่เปลี่ยนแปลงง่ายๆ คำถามคือ ในโลกที่ทุกอย่างต้องใหม่ ต้องเร็ว ต้องไวรัล...ความขลังมันจะไปอยู่ที่ไหนได้?


มันทำให้นึกถึงหลักในพุทธศาสนาที่ว่า รูปํ ชีรติ มจฺจานํ นามโคตฺตํ น ชีรติ แปลแบบบ้านๆ คือ ร่างกายมันเสื่อมสลายไปตามกาล แต่ชื่อเสียงและเรื่องราวมันไม่เคยตาย ความขลังมันไม่ได้อยู่ที่เปลือก แต่อยู่ที่แก่นเรื่องราวที่ถูกส่งต่อมาต่างหาก เหมือนเปลวเทียนที่ถูกต่อไฟไปเรื่อยๆ ตัวเทียนเล่มเก่าละลายไป แต่เปลวไฟยังคงเป็นไฟดวงเดิม

เราว่าสภาวะทางจิตใจของคนยุคนี้มันเหมือนกับการเดินอยู่ในห้องสมุดที่ไฟดับ เรามีหนังสือ (ข้อมูล) อยู่เต็มไปหมด แต่เรามองไม่เห็นว่าเล่มไหนคืออะไรกันแน่ เราเลยพยายามจุดไม้ขีดของตัวเองขึ้นมาทีละก้าน ซึ่งก็คือเทรนด์ต่างๆ ที่มันสว่างวาบเดียวแล้วก็ดับไป ทิ้งไว้แต่ความสับสนว่าตกลงเรากำลังหาอะไรอยู่

เทพเจ้าหรือตำนานโบราณก็คือหนังสือเล่มหนาที่วางอยู่ในความมืดนั้นมาตลอด มันคือซอฟต์แวร์ต้นแบบของอารมณ์มนุษย์ ทั้งความรัก ความโลภ ความโกรธ ความหลง การสร้าง การทำลาย ทุกอย่างถูกบันทึกไว้หมดแล้วในรูปแบบของสัญลักษณ์

เราในฐานะMuimeisan เลยลองทำหน้าที่เป็นคนต่อเทียน เลยเกิดเป็นนิทรรศการ Ars Aeterna – ศิลปะแห่งนิรันดร์ ขึ้นมา เป็นการทดลองว่าถ้าเราเอาแก่นเรื่องที่ “ขลัง” ของทวยเทพ

มาใส่ใน “รูป” หรือเปลือกใหม่ที่คนยุคนี้เข้าใจได้ล่ะ จะเป็นยังไง เราเลยสร้างสไตล์ที่เรียกว่า “Mythicore” ขึ้นมา คือการยำใหญ่ใส่ทุกอย่างที่เรารัก ทั้งเส้นมังงะยุค 80-90s ที่หนักแน่น, ความอ่อนช้อยของลายกนกไทยกับอาร์ตนูโว, โครงสร้างสมมาตรแบบอาร์ตเดโค แล้วใช้ AI ช่วยลงสีให้มันสดแบบ Pop Art แต่ยังดูศักดิ์สิทธิ์อยู่

Ars Aeterna คือการชวนทุกคนมาดูว่า ถ้าตำนานถูกเล่าใหม่ด้วยภาษาภาพแบบนี้...หน้าตาของ “ความขลัง” ในศตวรรษที่ 21 มันจะเป็นยังไง

บางทีของใหม่ที่แท้จริง...ก็แค่ของเก่าที่ยังไม่มีใครกล้าเล่า

ความคิดเห็น

บทความที่ได้รับความนิยม