ทุกคน...เคยรู้สึกเหมือนเวลาถูกบีบอัดไหม โลกหมุนเร็วขึ้นทุกวัน
เรานั่งดูกราฟหุ้นของ Nvidia ที่พุ่งทะยานไม่หยุด ทุกคน...เคยรู้สึกเหมือนเวลาถูกบีบอัดไหม โลกหมุนเร็วขึ้นทุกวัน มูลค่าระดับล้านล้านถูกสร้างและถกเถียงกันในตลาดเสี้ยววินาที มันคือชีพจรของยุคสมัย คือการสะท้อนความเชื่อมั่นใน "อนาคต" ที่จับต้องได้ด้วยตัวเลขสีเขียวบนหน้าจอ เราหมกมุ่นกับการเคลื่อนไหวข้างหน้า จนบางทีก็ลืมไปว่าเรายืนอยู่บนอะไร
มันทำให้เราเกิดคำถามขึ้นมาในใจ ว่าท่ามกลางพายุแห่งการเปลี่ยนแปลงที่หมุนเร็วขนาดนี้ อะไรคือสิ่งที่จะไม่ถูกพัดพาไปกับมัน? ในยุคที่ความเร็วคือพระเจ้า ความนิ่งและลึกซึ้งของศิลปะโบราณจะไปมีที่ยืนตรงไหน หรือว่าแท้จริงแล้ว ทั้งสองสิ่งนี้ไม่ได้เป็นศัตรูกันอย่างที่เราคิด
เรามองดูคนรอบตัวที่ขยับเปลี่ยนท่านั่ง เอามือขึ้นมาบีบต้นคอ หรือบ่นเรื่องปวดหลังจนกลายเป็นเรื่องปกติ ทุกคน...ไอ้อาการที่เรียกกันว่า "ออฟฟิศซินโดรม" เนี่ย มันเหมือนจะกลายเป็นส่วนหนึ่งของชีวิตคนทำงานไปแล้ว พวกเขาบ่นถึงมัน หาวิธีแก้เฉพาะหน้า ทั้งนวด จัดกระดูก หรือลงทุนกับเก้าอี้ราคาหลายหมื่น แต่ดูเหมือนไม่มีใครคิดจะ "ปฏิเสธ" มันอย่างจริงจัง กลับยอมรับมันในฐานะเหรียญรางวัลของการทำงานหนัก เป็นสัญลักษณ์ของความทุ่มเท
แต่ในขณะเดียวกัน พอมีคนพูดถึง AI เรากลับตั้งการ์ดสูงทันที เราถกเถียงถึงอันตรายของมันอย่างเผ็ดร้อน กลัวว่ามันจะมาแย่งงาน กลัวว่ามันจะทำให้คุณค่าของมนุษย์ลดลง เราพร้อมที่จะปฏิเสธมันสุดตัว
มันทำให้เราอดคิดไม่ได้ว่า ทำไมเราถึงกลัวสิ่งที่ยังมาไม่ถึง แต่กลับเชื่องกับสิ่งที่ทำร้ายเราอยู่ทุกวัน ทุกคนเห็นความย้อนแย้งในเรื่องนี้ไหม เรากำลังปฏิเสธเครื่องมือที่อาจจะปลดแอกเราจากโต๊ะทำงาน แต่กลับยอมพลีกายให้กับโต๊ะและเก้าอี้ตัวเดิมที่บ่อนทำลายสุขภาพเราทุกวินาที
ในทางพุทธศาสนา มีคำสอนเรื่อง "ทุกข์" (Dukkha) ซึ่งไม่ได้แปลว่าความเจ็บปวดรุนแรงเสมอไป แต่ยังหมายถึงสภาวะที่บีบคั้น ไม่สบาย ทนได้ยาก ออฟฟิศซินโดรมคือ "ทุกข์" ในรูปแบบที่ทันสมัยและถูกทำให้เป็นเรื่องปกติที่สุด มันคือทุกข์ที่เราจ่ายเงินเพื่อแลกมา และจ่ายเงินเพิ่มเพื่อบรรเทามันชั่วคราว แต่ไม่เคยคิดจะกำจัดที่ต้นตอของมันจริงๆ
ถ้ามองในมุมวิทยาศาสตร์ชีวภาพ ร่างกายมนุษย์ถูกวิวัฒนาการมาเพื่อการเคลื่อนไหว ไม่ใช่การนั่งนิ่งๆ แปดถึงสิบชั่วโมงต่อวัน การที่เราปวดหลัง ปวดคอ หรือเป็นพังผืดที่ข้อมือ ไม่ใช่เรื่องผิดปกติ แต่มันคือการตอบสนองที่ "ถูกต้อง" ของร่างกายต่อการใช้งานที่ "ผิดประเภท" อย่างรุนแรง ร่างกายกำลังส่งสัญญาณเตือน แต่เรากลับเลือกที่จะกินยาแก้ปวดแล้วทำงานต่อ
การวิเคราะห์ในเชิงจิตวิทยาสังคมนั้นน่าสนใจมาก เหตุผลที่เรายอมรับออฟฟิศซินโดรม แต่ปฏิเสธ AI เป็นเพราะ "ความคุ้นชินและการควบคุม" ออฟฟิศซินโดรมคือความเจ็บปวดที่คาดเดาได้ เรารู้ที่มาของมัน และรู้สึกว่าเรา "ควบคุม" มันได้ด้วยการไปนวดหรือซื้ออุปกรณ์เสริม มันเป็นศัตรูที่เรารู้จักและเรียนรู้ที่จะอยู่กับมัน ในขณะที่ AI คือความเปลี่ยนแปลงที่ควบคุมไม่ได้
มันท้าทายสถานะ บทบาท และความหมายในการทำงานของเรา มันคือสิ่งที่เราไม่รู้จัก และมนุษย์เรากลัวในสิ่งที่ตัวเองไม่รู้จักเสมอ
การที่เราหมกหมุ่นอยู่กับภัยคุกคามจาก AI จึงอาจเป็นแค่กลไกป้องกันตัวเองรูปแบบหนึ่ง มันง่ายกว่าที่จะกังวลถึงศัตรูที่มองไม่เห็นในอนาคต มากกว่าการยอมรับความจริงว่า "วิถีชีวิต" ที่เราเลือกในปัจจุบันกำลังทำร้ายเราอย่างช้าๆ การปฏิเสธ AI คือการปฏิเสธการเปลี่ยนแปลง แต่การยอมรับออฟฟิศซินโดรม คือการยอมจำนนต่อระบบที่ทำร้ายเราตั้งแต่แรก
เรากลัวเครื่องจักรจะมาแย่งงาน แต่กลับไม่เคยกลัวว่าเก้าอี้ที่นั่งอยู่ทุกวัน...กำลังเอาชีวิตเราไปทีละนิด
ในทางพุทธศาสนา มีคำสอนเรื่อง "อนิจจัง" (Anicca) ทุกคนคงเคยได้ยิน มันคือสภาวะที่ทุกสิ่งไม่เที่ยงแท้ เปลี่ยนแปลงตลอดเวลา ตลาดหุ้นคือภาพสะท้อนของอนิจจังที่ชัดเจนที่สุด ไม่มีอะไรอยู่ค้ำฟ้า สิ่งที่เคยมีมูลค่ามหาศาลอาจจะไร้ค่าในวันรุ่งขึ้น และสิ่งที่ไม่มีใครมองเห็นอาจจะกลายเป็นอนาคต นี่ไม่ใช่คำสาป แต่เป็นกฎธรรมชาติที่ผลักดันให้เกิดการปรับตัว ถ้าสรรพสิ่งต้องเปลี่ยนแปลงเพื่ออยู่รอด แล้วทำไมศิลปะจะต้องถูกแช่แข็งไว้ในกรอบของอดีต
หันมามองในมุมวิทยาศาสตร์และธุรกิจ ทุกคนเห็นการเติบโตของ Nvidia ไหม ชิปประมวลผลของพวกเขากำลังเป็นเหมือนเครื่องจักรไอน้ำแห่งศตวรรษที่ 21 ขับเคลื่อนปัญญาประดิษฐ์ให้ก้าวไปข้างหน้า แต่เคยสงสัยไหมว่า AI เรียนรู้จากอะไร มันเรียนรู้จากข้อมูลมหาศาลที่มนุษย์สร้างสมมาตลอดประวัติศาสตร์ ทั้งตัวอักษร ภาพวาด เรื่องเล่า ตำนาน นั่นหมายความว่า เทคโนโลยีที่ล้ำที่สุดในปัจจุบัน กำลังถูกฝึกฝนด้วยจิตวิญญาณของอดีต ชิปที่เร็วที่สุดในโลกกำลังประมวลผลเรื่องราวของเทพเจ้ากรีกโบราณที่เคยถูกเล่าขานเมื่อหลายพันปีก่อน มันคือการพึ่งพากันอย่างสมบูรณ์
ในเชิงจิตวิทยาสังคม เราอยู่ในภาวะ "บูชาความใหม่" (Neophilia) เราถูกกระตุ้นให้ตื่นเต้นกับของใหม่ล่าสุด จนเกิดความรู้สึกไม่มั่นคงเมื่อต้องอยู่กับสิ่งเก่า เรามองประวัติศาสตร์และศิลปะคลาสสิกเป็นของตายที่อยู่ในพิพิธภัณฑ์ ความกลัวว่า AI จะมาแทนที่ศิลปินจึงไม่ใช่ความกลัวเทคโนโลยี แต่เป็นภาพสะท้อนความกลัว "การถูกทิ้งไว้ข้างหลัง" ของเราเอง เรากลัวที่จะกลายเป็นของเก่าในโลกที่หมุนเร็วเกินไป โดยลืมไปว่ารากฐานที่มั่นคงต่างหากที่ทำให้เรายืนต้านแรงพายุได้
นั่นคือเหตุผลที่นิทรรศการ "Ars Aeterna" ถือกำเนิดขึ้น เราไม่ได้ปฏิเสธความเร็วของปัจจุบัน แต่เราใช้มันเป็นเครื่องมือ เราใช้ AI มาเป็นส่วนหนึ่งของกระบวนการสร้างงานที่เป็นผลมาจากอดีตของมนุษย์นั่นก็คือเทพที่เราเชื่อกันมาตลอด
มีการใช้ AI มาร่วมทำผลงานกับมือของมนุษย์อย่างเรา ซึ่ง Ai เป็นผลผลิตจากมันสมองและเทคโนโลยีแห่งยุคสมัย มาเป็น "สะพาน" เพื่อสนทนากับเทพเจ้าซึ่งเป็นสัญลักษณ์ของภูมิปัญญาในอดีต เรานำการวาดด้วยมือซึ่งเป็นตัวแทนของเจตจำนงมนุษย์ มาผสมผสานกับกระบวนการของปัญญาประดิษฐ์ เพื่อพิสูจน์ว่าศิลปะไม่จำเป็นต้องเลือกข้างระหว่าง "เก่า" กับ "ใหม่"
เพราะถ้าศิลปะจะเป็นนิรันดร์ได้จริง มันไม่ได้เกิดจากการหยุดนิ่งเพื่อรอให้กาลเวลาเดินผ่านไป แต่เกิดจากการเดินเคียงข้างไปกับมันอย่างไม่เกรงกลัว
ทุกคนไล่ตามกราฟที่พุ่งขึ้นฟ้า แต่ลืมไปว่าแรงส่งทั้งหมดมาจากแผ่นดินที่เรายืนอยู่อดีตไม่ได้ถูกทิ้งไว้ข้างหลังแต่ถูกนำมาเป็นบทเรียนที่ทำให้เราพุ่งทะยานไปข้างหน้ามากกว่าเดิมแล้วเราจะกลัวอนาคตไปทำไมในเมื่ออนาคตก็คือผลของอดีต


ความคิดเห็น
แสดงความคิดเห็น