มันคือการทดลองส่วนตัวของเราเอง

 


เรานั่งไถฟีดไปเรื่อยๆ แล้วก็สังเกตเห็นอะไรบางอย่าง... ทุกอย่างดูเหมือนจะมีวันหมดอายุ ไม่ว่าจะเป็นเทรนด์แฟชั่น มีมที่เคยตลก หรือแม้กระทั่งดราม่าที่เคยร้อนแรง สุดท้ายก็ถูกคลื่นลูกใหม่ซัดหายไปอยู่ดี

มันเลยทำให้เราตั้งคำถามกับตัวเองว่า แล้วอะไรบ้างที่ไม่มีวันหมดอายุ? ความเชื่อ? ตำนาน? เรื่องเล่าที่เราส่งต่อกันมาจากรุ่นสู่รุ่นเนี่ย มันมีวันตายไหม ในทางพุทธเขาบอกว่าทุกอย่างมันเป็น ‘อนิจจัง’ (Anicca) คือไม่เที่ยงแท้ ตั้งอยู่แล้วก็ดับไปเป็นธรรมดา แต่เรื่องราวของเทพเจ้า อสูร หรือพลังที่มองไม่เห็น มันกลับอยู่ยงคงกระพันอย่างน่าประหลาด ไม่ว่าจะผ่านไปกี่ยุคสมัย เรื่องเหล่านี้ก็แค่เปลี่ยนรูปแบบการนำเสนอ แต่แก่นของมันกลับยังคงเดิม

หรือจริงๆ แล้วที่เราเล่าเรื่องเทพ ไม่ใช่เพราะเราอยากบูชาเขา... แต่เพราะเรื่องของเขา มันคือ ‘คู่มือการใช้งานมนุษย์’ ฉบับที่เข้าใจง่ายที่สุด ทั้งความรัก ความโลภ ความโกรธ ความหลง การเสียสละ และการทำลายล้าง ทุกอย่างถูกจำลองไว้ในสเกลที่ใหญ่กว่าชีวิต ผ่านตัวละครที่เราเรียกว่าเทพเจ้า เราศึกษาวิธีรับมือกับด้านมืดของตัวเองผ่านการกระทำของอสูร และค้นหาแสงสว่างจากวีรกรรมของเหล่าทวยเทพ

เราเลยเริ่มโปรเจกต์ Ars Aeterna – ศิลปะแห่งนิรันดร์ ขึ้นมา มันคือการทดลองส่วนตัวของเราเอง ที่จะลากเอาตำนานเหล่านั้นมาเล่าใหม่ด้วยภาษาภาพที่เรียกว่า “Mythicore” เป็นสไตล์ที่เราสร้างขึ้นจากการเอาของที่ดูไม่น่าจะเข้ากันได้มายำรวมกัน เราหยิบเอาลายเส้นมังงะยุค 80-90s ที่เต็มไปด้วยพลังและความดราม่า มาผสมกับความอ่อนช้อยของลายกนกไทยและ Art Nouveau แล้วจับทุกอย่างขังไว้ในโครงสร้างสมมาตรที่แข็งแรงแบบ Art Deco จากนั้นก็ใช้เทคโนโลยี AI เข้ามาช่วยระเบิดสีสันให้มันมีชีวิตชีวาแบบ Pop Art แต่ยังคงความขลังเอาไว้

ผลลัพธ์คือการจินตนาการว่า ถ้าเทพในตำนานต่างๆ ต้องมาปรากฏตัวในศตวรรษที่ 21 พวกเขาจะมีหน้าตาแบบไหน จะสื่อสารกับเรายังไง นิทรรศการนี้จึงไม่ใช่แค่การโชว์ภาพวาด แต่คือการชวนทุกคนเข้ามาในโบสถ์ศิลปะลึกลับ ที่ทุกภาพมีเพลงประกอบของตัวเอง เพื่อเดินทางเข้าไปสำรวจตำนานและส่องสะท้อนตัวตนของเราเองผ่านร่างของทวยเทพ

บางทีการมองหน้าเทพ อาจทำให้เราเข้าใจหน้าตาของปีศาจในใจเราได้ดีที่สุด

ความคิดเห็น

บทความที่ได้รับความนิยม