Ars Aeterna:Deity song:Ishtar

 








Ars Aeterna:Deity song:Ishtar (Verse 1) ณ แดนบาบิโลนมีเรื่องกล่าวขาน ถึงเทพตำนานผู้แกร่งการ อีกนามเลื่องลือคืออินันนาชาญ สถิตสถานในแดนสุเมเรียน ทรงเป็นเทพีแห่งความงามสมร ทั้งรักอาวรณ์ให้คนวนเวียน ความอุดมสมบูรณ์หมุนเปลี่ยน พร้อมศาสตร์ในสังเวียนการรบรา (Pre-chorus) พระองค์มีสองลักษณ์คู่กัน ดุร้ายอนรรฆ์ทั้งเมตตา บางคราอ่อนโยนเปี่ยมสิเน่หา บางคราเกรี้ยวกราดพิฆาตไพรี (Chorus) เทพีอิชทาร์นามเกริกไกร เทพแห่งหัวใจและศักดิ์ศรี เป็นหนึ่งในรักและสงครามนี้ คือองค์เทพีผู้ยิ่งใหญ่ (Verse 2) มีเรื่องเล่าไว้ในตำนาน คราท่านเดินทางอันยาวไกล สู่แดนใต้ภิภพมืดมนไป ดินแดนพงไพรของน้องนาง นามเอเรชกัลราชินี เจ้าแห่งปฐพีที่อ้างว้าง อิชทาร์ลงไปตามเส้นทาง เพื่อแผ่อำนาจอย่างท้าทาย (Pre-chorus) พระองค์มีสองลักษณ์คู่กัน ดุร้ายอนรรฆ์ทั้งเมตตา บางคราอ่อนโยนเปี่ยมสิเน่หา บางคราเกรี้ยวกราดพิฆาตไพรี (Chorus) เทพีอิชทาร์นามเกริกไกร เทพแห่งหัวใจและศักดิ์ศรี เป็นหนึ่งในรักและสงครามนี้ คือองค์เทพีผู้ยิ่งใหญ่ (Bridge) เมื่อผ่านประตูเจ็ดด่านไป อาภรณ์หลุดไว้ทีละส่วนหาย จนสิ้นฤทธาถูกจับกาย แล้วสิ้นใจตายกลางบาดาล โลกมนุษย์พลันแห้งแล้งผาก พืชพันธุ์ตายจากสุดกันดาร ทวยเทพจึงช่วยดลบันดาล ให้คืนชีพท่านกลับฟื้นมา (Chorus) เทพีอิชทาร์นามเกริกไกร เทพแห่งหัวใจและศักดิ์ศรี เป็นหนึ่งในรักและสงครามนี้ คือองค์เทพีผู้ยิ่งใหญ่ (Outro) คือวงจรแห่งชีวิตเวียนวน คือความตายเกิดผลตามเวลา คือเทพีผู้ทรงอำนาจา ทั้งความปรารถนาและสงคราม

ทุกคนเคยสังเกตไหมว่าบางครั้งโลกเหมือนจะให้บทเรียนกับเราแบบเป๊ะ ๆ จนสะดุดตา เหมือนตอนที่เราอ่านเรื่องราวของเทพีอิชทาร์จากบาบิโลน เธอไม่ใช่แค่เทพีแห่งความรักและความงาม แต่ยังเป็นเทพีแห่งสงครามและอำนาจ เธอคืออินันนาในสุเมเรียน ที่คนยุคเก่ากล่าวขานว่าเดินทางผ่านโลกใต้ดิน แกะชุดเกราะทีละชิ้น จนถึงจุดที่เกือบตาย แต่กลับฟื้นขึ้นมาอีกครั้ง

แล้วเราล่ะ ทำไมบางครั้งถึงเจอปัญหาที่เหมือนกับการเดินผ่าน “เจ็ดด่าน” ของชีวิต บางทีเราก็ต้องปล่อยบางสิ่งไปก่อน ถึงจะเห็นว่ามันคือการลงทุนระยะยาว ไม่ต่างจากที่อิชทาร์ต้องแลกความเจ็บปวดเพื่อความสมดุลของโลก

พุทธศาสนาบอกว่า ทุกข์ (dukkha) คือความไม่เที่ยง ทุกสิ่งเปลี่ยนไปเสมอ (anicca) และไม่มีใครหรืออะไรเป็นตัวเราจริง ๆ (anatta) เราสามารถเอาเรื่องนี้มาอ้างอิงเพื่อเข้าใจว่า การสูญเสียบางอย่างหรือถูกท้าทาย ไม่ได้หมายความว่าเราแพ้ แต่เป็นการปรับสมดุลของชีวิตแบบที่เทพีอิชทาร์ทำ

ทางจิตวิทยา เรียกว่า “resilience” หรือความยืดหยุ่นทางจิตใจ คนที่เข้าใจความเป็นสองด้านของอำนาจและความรัก จะรู้จักใช้ทั้งความอ่อนโยนและความเด็ดขาดให้เกิดประโยชน์ การสังเกตแบบ Trader คือการรู้ว่าเมื่อไหร่ควรเก็บข้อมูล เมื่อไหร่ต้องลงแรง และเมื่อไหร่ควรถอยออกเพื่อประเมินใหม่

สรุปง่าย ๆ คือ การเดินทางของเทพีอิชทาร์ไม่ต่างจากการบริหารชีวิตหรือการลงทุนทุกด้าน บางครั้งต้องเจ็บเพื่อเรียนรู้ บางครั้งต้องปล่อยของเก่าเพื่อให้ของใหม่เข้ามา โลกจะไม่ให้คุณมากเกินไป แต่จะทดสอบว่าใครอยู่รอดและเติบโต

สุดท้าย เราอยากให้ทุกคนจำไว้ว่า การลุกขึ้นหลังล้มครั้งแรก ไม่ได้ยิ่งใหญ่ที่สุด แต่การลุกขึ้นซ้ำ ๆ อย่างชาญฉลาดต่างหากที่สร้างตำนานให้ตัวเอง

ทุกคนล่ะ พร้อมจะเป็นเทพีอิชทาร์ในชีวิตตัวเองหรือยัง


อิชทาร์: ราชินีแห่งสวรรค์ เทพีแห่งความรักและสงครามแห่งเมโสโปเตเมีย

อิชทาร์ (Ishtar) คือหนึ่งในเทพีผู้ทรงอำนาจและเป็นที่เคารพบูชาอย่างกว้างขวางที่สุดในอารยธรรมเมโสโปเตเมียโบราณ ซึ่งครอบคลุมชาวอัคคาเดียน, บาบิโลเนียน และอัสซีเรียน พระนางเป็นเทพีที่มีความซับซ้อนและหลากหลายมิติ โดยเป็นทั้ง เทพีแห่งความรัก, ความงาม, เพศ, ความอุดมสมบูรณ์ และในขณะเดียวกันก็เป็น เทพีแห่งสงคราม, ความขัดแย้ง และอำนาจทางการเมือง ความขัดแย้งในบทบาทนี้ทำให้นางเป็นเทพีที่ทั้งน่าเกรงขามและเป็นที่รักของผู้คน

ต้นกำเนิดและพระนาม

อิชทาร์มีต้นกำเนิดมาจากเทพี "อินันนา" (Inanna) ของชาวสุเมเรียน ซึ่งเป็นอารยธรรมที่เก่าแก่กว่า เมื่อชาวอัคคาเดียนขึ้นมามีอำนาจ ก็ได้ผสานความเชื่อของอินันนาเข้ากับวัฒนธรรมของตนและเรียกขานในพระนามใหม่ว่า "อิชทาร์" ด้วยเหตุนี้ ในตำนานส่วนใหญ่จึงมักกล่าวถึงอินันนาและอิชทาร์ในฐานะเทพีองค์เดียวกัน

ในด้านวงศ์ตระกูล ตำนานมีความหลากหลาย บางตำรากล่าวว่านางเป็นธิดาของ เทพอนุ (Anu) เทพแห่งท้องฟ้า บ้างก็ว่าเป็นธิดาของ เทพซิน (Sin) เทพแห่งดวงจันทร์ และเป็นฝาแฝดกับ เทพชามาช (Shamash) เทพแห่งดวงอาทิตย์

สัญลักษณ์และตัวตน

อิชทาร์เป็นเทพีที่เต็มไปด้วยพลังและความปรารถนาอันแรงกล้า มีบุคลิกที่เอาแต่ใจ ไม่เกรงกลัวสิ่งใด และมักจะได้รับในสิ่งที่ต้องการเสมอ สัญลักษณ์ประจำพระองค์ที่สำคัญ ได้แก่:

  • ดาวแปดแฉก: เป็นสัญลักษณ์แทนดาวศุกร์ ซึ่งชาวเมโสโปเตเมียโบราณมองว่าเป็นดาวประจำตัวของพระนาง สามารถมองเห็นได้ทั้งในช่วงรุ่งเช้าและยามพลบค่ำ

  • สิงโต: เป็นสัญลักษณ์แทนอำนาจ ความกล้าหาญ และความดุร้ายในฐานะเทพีแห่งสงคราม มักปรากฏภาพอิชทาร์ประทับยืนบนหลังสิงโต

ตำนานสำคัญ

เรื่องราวของอิชทาร์ปรากฏอยู่ในมหากาพย์และตำนานมากมาย แต่เรื่องที่โดดเด่นและแสดงถึงอำนาจของพระนางได้ชัดเจนที่สุดมีดังนี้

1. มหากาพย์กิลกาเมช (Epic of Gilgamesh) ในมหากาพย์เรื่องนี้ อิชทาร์ปรารถนาในตัวของกิลกาเมช วีรบุรุษผู้ยิ่งใหญ่ และต้องการให้เขามาเป็นสวามี แต่นางกลับถูกกิลกาเมชปฏิเสธอย่างไร้เยื่อใย พร้อมทั้งยกตัวอย่างชะตากรรมอันโหดร้ายของอดีตคนรักของนาง อิชทาร์โกรธแค้นอย่างรุนแรงจึงขึ้นไปบนสวรรค์และขอให้เทพอนุส่ง "กระทิงสวรรค์" (Bull of Heaven) ลงมาทำลายเมืองอุรุค (Uruk) ของกิลกาเมชเพื่อเป็นการแก้แค้น เหตุการณ์นี้นำไปสู่การต่อสู้ครั้งสำคัญและโศกนาฏกรรมในเวลาต่อมา

2. ตำนานการเดินทางสู่ยมโลก (Descent into the Underworld) นี่คือตำนานที่โด่งดังที่สุดของอิชทาร์ ซึ่งสะท้อนถึงวัฏจักรแห่งชีวิต ความตาย และการฟื้นคืนชีพ เรื่องราวมีอยู่ว่า อิชทาร์ได้เดินทางไปยัง "ดินแดนที่ไม่มีวันหวนกลับ" หรือยมโลก เพื่อท้าทายอำนาจของ เทพีเอเรชคิกัล (Ereshkigal) พี่สาวของนางผู้เป็นราชินีแห่งยมโลก

การจะเข้าไปในยมโลกได้นั้น อิชทาร์ต้องผ่านประตูทั้งเจ็ดชั้น และในแต่ละชั้น ยามเฝ้าประตูจะริบเครื่องทรงและเครื่องประดับอันเป็นสัญลักษณ์แห่งอำนาจของนางออกทีละชิ้น

  • ประตูที่ 1: มงกุฎแห่งสวรรค์

  • ประตูที่ 2: ตุ้มหู

  • ประตูที่ 3: สร้อยคอ

  • ประตูที่ 4: เครื่องประดับหน้าอก

  • ประตูที่ 5: เข็มขัด

  • ประตูที่ 6: กำไลข้อมือและข้อเท้า

  • ประตูที่ 7: อาภรณ์ที่ปกปิดร่างกาย

เมื่อไปถึงบัลลังก์ของเอเรชคิกัล อิชทาร์ก็ตกอยู่ในสภาพเปลือยเปล่าและไร้ซึ่งพลังอำนาจใดๆ นางจึงถูกพี่สาวสังหารและนำร่างไปแขวนไว้

การหายตัวไปของอิชทาร์ส่งผลกระทบอย่างรุนแรงต่อโลกเบื้องบน ความรักและความอุดมสมบูรณ์ได้เหือดหายไปจนหมดสิ้น พืชพรรณไม่เจริญงอกเงย สัตว์และมนุษย์ไม่สืบพันธุ์ ความเดือดร้อนไปถึงเหล่าทวยเทพ เทพเออา (Ea) เทพแห่งปัญญาจึงได้สร้างผู้ส่งสารเพื่อลงไปช่วยเหลือนางในยมโลก และสามารถทำให้อิชทาร์ฟื้นคืนชีพได้

แต่ตามกฎของยมโลก ผู้ที่ฟื้นจากความตายจะต้องหาคนมาแทนที่ตนเอง เมื่ออิชทาร์กลับขึ้นมาบนโลก นางได้พบว่า เทพดูมูซิ (Dumuzi) หรือ แทมมุซ (Tammuz) สวามีของนาง กลับนั่งเสวยสุขบนบัลลังก์โดยไม่แสดงความอาลัยอาวรณ์ต่อนางเลย ด้วยความโกรธา อิชทาร์จึงชี้ตัวให้เขาเป็นผู้ลงไปรับโทษในยมโลกแทนนาง ตำนานนี้ถูกใช้เพื่ออธิบายวัฏจักรของฤดูกาล โดยช่วงเวลาที่ดูมูซิอยู่ในยมโลกจะแทนฤดูแล้ง และช่วงที่เขากลับขึ้นมาจะแทนฤดูแห่งความอุดมสมบูรณ์

มรดกและความสำคัญ

การบูชาเทพีอิชทาร์แพร่หลายไปทั่วภูมิภาคตะวันออกใกล้โบราณ และมีอิทธิพลต่อเทพีในวัฒนธรรมอื่นๆ ในเวลาต่อมา เช่น เทพีแอสทาร์ท (Astarte) ของชาวคานาอัน และอาจส่งอิทธิพลบางส่วนไปถึงเทพีอะโฟรไดท์ (Aphrodite) ของกรีก และเทพีวีนัส (Venus) ของโรมัน ประตูอิชทาร์ (Ishtar Gate) อันโอ่อ่าและสวยงามแห่งกรุงบาบิโลน ซึ่งสร้างขึ้นเพื่อถวายเป็นเกียรติแด่พระนาง ก็เป็นอีกหนึ่งหลักฐานที่แสดงถึงความยิ่งใหญ่และความสำคัญของเทพีองค์นี้ในประวัติศาสตร์โลก






ความคิดเห็น

บทความที่ได้รับความนิยม