สุดท้ายต้องมานั่งคัดว่าตัวไหนจะขึ้นแสดง555
งานศิลปะนี่มันก็เหมือนตลาดหุ้นนะ ลงแรงไปเยอะ แต่สุดท้ายต้องมานั่งคัดว่าตัวไหนจะขึ้นแสดง555 คิดๆไป
เรานี่ชะงักเลย เพราะจริง — ไม่ว่าทุกคนจะเทเงินหรือเทแรงไปกับอะไร สุดท้ายมันไม่ได้ขึ้นกับว่าเรามี “ทั้งหมด” เท่าไหร่ แต่มันขึ้นกับว่าเรากล้าจะเลือก “บางอย่าง” ให้ไปยืนบนเวทีแค่ไหน แล้วสุดท้ายก็ต้องมาเก็บเพ้นท์ทับและเก็บรายละเอียดให้พิมพ์ออกมาสวยเป็น 1/1 edition ในขนาดที่ใหญ่กว่า a3 ได้
แล้วเราก็หันมามองโปรเจกต์ล่าสุดของตัวเองที่ชื่อว่า Ars Aeterna ซึ่งแปลตรงๆ ว่า “ศิลป์นิรันดร์”
ฟังดูเหมือนจะเว่อร์ แต่จริงๆ ก็เป็นการเล่นกับโจทย์ง่ายๆ — ถ้าเทพในตำนานกรีก ฮินดู ญี่ปุ่น หรือแม้แต่ตำนานเคลฟ์ (Celtic) ถูกดึงเข้ามาอยู่ในโลกวันนี้ เขาจะหน้าตาแบบไหน จะยืนอยู่ตรงไหน และยังสื่อสารกับเราได้อยู่หรือเปล่า
คำบาลีมีอยู่ว่า “อนิจจัง ทุกขัง อนัตตา” — ทุกอย่างเปลี่ยนหมด ไม่เที่ยง ไม่มีตัวตนถาวร แต่สิ่งที่น่าขันคือมนุษย์เรากลับพยายามสร้าง “สิ่งถาวร” ขึ้นมา ไม่ว่าจะเป็นอาคารสูงของ Dubai Holding ที่แข่งกันแทงทะลุเมฆ หรือภาพวาดที่ Sotheby’s ประมูลกันเป็นล้านดอลลาร์
เราเหมือนจะรู้ว่าทุกอย่างไม่จีรัง แต่ก็ยังหาทางฝากร่องรอยไว้เสมอ
ถ้าใช้มุมวิทยาศาสตร์ง่ายๆ สมองมนุษย์ถูกโปรแกรมมาให้ “เก็บ” มากกว่าจะ “ลบ” นั่นเพราะกลไกเอาตัวรอด เราจำสิ่งที่ทำให้เจ็บ เพื่อไม่ให้ไปโดนไฟซ้ำ จำสิ่งที่ทำให้สุข เพื่อไปหามันอีก
ศิลปะก็คือการ hack ระบบนั้น — เราเอาเจ็บกับสุขมากลั่นใส่ภาพ ใส่เสียง เพื่อให้ทุกคนจำต่อแทนเรา
มันเลยตลกร้ายอยู่นิดๆ ว่าการจัดนิทรรศการเดี่ยวครั้งนี้ เรามีงานร้อยกว่าชิ้น แต่ต้องคัดมาเพียงไม่กี่สิบ แล้วไปเพ้นท์เก็บรายละเอียด ขยายไซส์ ทำให้มันพิมพ์ได้สวย และออกมาเป็น 1/1 edition เท่านั้น
เหมือนการเลือกหุ้นเข้าพอร์ตเลย ทุกชิ้นคือความหวัง แต่เราต้องปล่อยบางชิ้นทิ้งไปในลิ้นชัก
สุดท้ายแล้ว เราไม่ได้กำลังทำงานศิลป์เพื่อพิสูจน์ว่า “มันจะอยู่ชั่วนิรันดร์”
แต่เรากำลังพิสูจน์ว่า “ในช่วงเวลาสั้นๆ ที่มันถูกเห็น มันเปลี่ยนใจคนได้หรือเปล่า”
ส่วนใครจะจำได้กี่นาที กี่ปี หรือกี่ชั่วอายุคน อันนั้นก็ปล่อยเป็นเรื่องของเวลา
อยากฝากทุกคนไว้สั้นๆ ว่า —
บางครั้งสิ่งที่เราทำไม่ต้องนิรันดร์ก็ได้ แค่ชั่วขณะที่มันสั่นสะเทือนใจใครบางคน เท่านั้นก็มากพอแล้ว



ความคิดเห็น
แสดงความคิดเห็น