ถ้าต้องอัปเดตซอฟต์แวร์ให้บรรดาทวยเทพและอสุรกายในตำนาน ให้ท่านมาปรากฏกายในศตวรรษที่ 21 ทุกคนคิดว่าท่านจะยอมไหม


เราเพิ่งเห็นคนแชร์รูปปั้นโบราณในเฟซบุ๊ก แล้วคอมเมนต์ส่วนใหญ่ก็ไปในทางเดียวกันคือ “สวยคลาสสิก” “อมตะ” อะไรทำนองนั้น เราเลยเลื่อนไปดูรูปปั้นอีกที แล้วก็นั่งคิดอยู่เงียบๆ ว่าคำว่า “อมตะ” นี่มันหน้าตาเป็นแบบไหนกันแน่
มันทำให้เราเกิดคำถามขึ้นมา ว่าถ้าต้องอัปเดตซอฟต์แวร์ให้บรรดาทวยเทพและอสุรกายในตำนาน ให้ท่านมาปรากฏกายในศตวรรษที่ 21 ทุกคนคิดว่าท่านจะยอมไหม แล้วหน้าตาเวอร์ชันอัปเดตของท่านจะเป็นอย่างไร ถ้าภาษาภาพที่ใช้เล่าเรื่องความศักดิ์สิทธิ์ ไม่ใช่ภาษาเดิมที่เราคุ้นเคยอีกต่อไป
ในทางพุทธศาสนา มีคำสอนหนึ่งที่เราชอบมากคือ อนิจฺจํ (Aniccam) ที่แปลแบบบ้านๆ ก็คือ “ความไม่เที่ยง” ทุกสิ่งทุกอย่างในโลกล้วนเปลี่ยนแปลงเป็นธรรมดา ไม่มีอะไรที่หยุดนิ่งอยู่กับที่ แล้วทำไมภาพจำของ ‘สิ่งศักดิ์สิทธิ์’ ในหัวของเราถึงต้องถูกแช่แข็งไว้ในศิลปะยุคเมื่อหลายร้อยหลายพันปีก่อน มันขัดกับกฎธรรมชาติอย่างสิ้นเชิง
ในเชิงจิตวิทยา เราโหยหาสิ่งที่เป็นนิรันดร์เพราะเราหวาดกลัวความเปลี่ยนแปลง การยึดติดกับภาพลักษณ์เดิมๆ คือกลไกป้องกันตัวอย่างหนึ่ง มันทำให้เรารู้สึกมั่นคง ปลอดภัย เหมือนมีจุดอ้างอิงที่หนักแน่นในโลกที่ทุกอย่างหมุนไปอย่างรวดเร็ว เราขังความศักดิ์สิทธิ์ไว้ในกรอบของความคุ้นเคย เพราะลึกๆ แล้วเรากลัวที่จะเห็นเงาสะท้อนของยุคสมัยและของตัวเราเองอยู่ในนั้น
ด้วยความสงสัยใคร่รู้ทั้งหมดนี้ เราในฐานะศิลปินที่ชื่อ Muimeisan จึงสร้างนิทรรศการ Ars Aeterna – ศิลปะแห่งนิรันดร์ ขึ้นมา มันคือสนามทดลองส่วนตัวของเราที่จะตอบคำถามข้างต้น ผ่านสไตล์ที่เราเรียกว่า “Mythicore” ซึ่งไม่ใช่แค่การวาดรูป แต่คือการสร้างภาษาภาพขึ้นมาใหม่จากการหลอมรวมสิ่งที่ดูเหมือนจะเข้ากันไม่ได้เลย
แกนกลางคือลายเส้นแบบมังงะยุค 80-90s ที่หนักแน่น คมคาย และมีพลังสูง เราใช้ภาษานี้เพื่อจับพลังดิบ กายวิภาคที่สง่างาม และดราม่าเข้มข้นของเรื่องราวระดับมหากาพย์ มันคือโครงสร้างหลักที่ทำให้ตัวตนเหนือธรรมชาติเหล่านั้นดูทรงพลังและจับต้องได้ในยุคของเรา จากนั้น เราจะห่อหุ้มโครงสร้างนั้นด้วยความอ่อนช้อยของศิลปะ Art Nouveau และลวดลายกนกเครือเถาแบบไทย เส้นสายที่โค้งมนเป็นธรรมชาติเหล่านี้ทำหน้าที่เหมือนลมหายใจหรือกระแสพลังศักดิ์สิทธิ์ ทำให้ภาพที่แข็งแกร่งกลับมีชีวิตชีวาและเคลื่อนไหว ไม่ใช่แค่รูปปั้นที่หยุดนิ่ง ทั้งหมดจะถูกจัดวางภายใต้โครงสร้างที่สมมาตรแบบ Art Deco เพื่อสร้างความรู้สึกขลัง หนักแน่น และสง่างามราวกับสถาปัตยกรรมของวิหารศักดิ์สิทธิ์ยุคใหม่ มันคือการสร้างระเบียบและความสมดุลให้พลังที่ดูเหมือนจะไร้ขีดจำกัด และสุดท้ายคือการเติมสีสัน ที่เราทำงานร่วมกับเทคโนโลยี AI เพื่อค้นหามิติของแสงและคู่สีที่เหนือจริง ทำให้ผลงานทุกชิ้นเปี่ยมด้วยชีวิตชีวาแบบ Pop Art แต่ยังคงความขลังและความหรูหราไว้ได้อย่างน่าทึ่ง
Ars Aeterna จึงเป็นเหมือน “โบสถ์แห่งศิลปะลึกลับ” ที่เชื้อเชิญให้ทุกคนเข้ามาเผชิญหน้ากับความเชื่อและความกลัวของตัวเอง ผ่านรูปลักษณ์ของพลังเหนือธรรมชาติในตำนาน ที่คุณอาจไม่เคยเห็นมาก่อน
บางทีการยอมรับความจริงที่ว่าทุกอย่างเปลี่ยนไป อาจเป็นประตูบานเดียวที่เปิดไปสู่ความเป็นนิรันดร์ที่แท้จริง

ความคิดเห็น

บทความที่ได้รับความนิยม